News

อัพหน้าสวยด้วย’โบท็อกซ์’ ต้องรู้ข้อดี-ข้อเสียก่อนตัดสินใจ!

คงไม่มีหนุ่มๆ สาวๆ ที่ไหนอยากหน้าแก่ มีริ้วรอยเหี่ยวย่นไปตามกาลเวลาอย่างแน่นอน ยิ่งถ้าได้รู้ว่าปัจจุบันมีนวัตกรรมความงามใหม่ๆ ที่ช่วยลบเลือนริ้วรอยแบบไม่ต้องเจ็บตัวมาก แถมราคาไม่แพงเกินไป อย่าง “โบท็อกซ์” ที่เราทราบกันดีว่ามีคุณสมบัติหรือข้อดีอย่างไรบ้าง แต่เคยมีใครทราบข้อเสียของเจ้า “โบท็อกซ์” นี้กันหรือไม่อย่างไรค่ะ

แพทย์หญิงวารีรัตน์ โขมศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและความงามประจำนีโอ เลเซอร์คลีนิก คุณหมอคนสวยที่เหล่าดาราและเซเลบริตี้ต่างให้ความไว้วางใจ ฝากผิวหน้าให้ “หมอรี” ดูแล แนะนำความรู้เกี่ยวกับ “โบท็อกซ์” แบบไม่มีกั๊ก ว่า “โบท็อกซ์” (BOTOX) เป็นชื่อการค้าของ ยาโบทูลินั่มท็อกซิน ชนิด เอ (Botulinum Toxin Type A) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ที่สร้างและสกัดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า คลอสตริเดียม โบทูลินั่ม (Clostridium Botulinum) ออกฤทธิ์โดยการทำให้เซลล์ประสาทไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาทได้ จึงทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว เมื่อกล้ามเกิดการคลายตัวทำให้ผิวหนังที่เป็นริ้วรอยอยู่บนบริเวณกล้ามเนื้อนั้นๆ เรียบเนียนขึ้นได้ โดยจะออกฤทธิ์ได้นานถึง 4 เดือนหรือมากกว่า

“โบท็อกซ์” ผู้ผลิต คือบริษัทแอลเลอร์แกน ได้รับการอนุมติจาก อย.ไทย ใช้ในการรักษา ได้แก่ ลดรอย หรือรอยคิ้วขมวดชั่วคราว ที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ, ใช้ในการลดริ้วรอยบนใบหน้า ได้แก่ รอยย่นระหว่างคิ้ว รอยย่นรอบดวงตา หรือรอยตีนกา รอยย่นบริเวณหน้าผากชั่วคราว และใช้ในการรักษาภาวะเหงื่อออกมากที่รักแร้ นอกจากนี้ยังใช้ในการป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรนชนิดเรื้อรังในผู้ใหญ่

ทางด้านความปลอดภัยนั้นมักมีคำถามบ่อยว่า คนทั่วไปสามารถซื้อได้เองโดยไม่มีใบสั่งแพทย์ได้หรือไม่? จริงๆ แล้วBotulinum Toxin Type A เมื่อแบ่งตามชนิดของยาควบคุมตามกฎหมายจัดเป็น “ยาควบคุมพิเศษ” ให้ใช้ได้ เฉพาะสถานพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอยู่ประจำเท่านั้น เพราะฉะนั้นบุคคลทั่วไปจึงไม่สามารถซื้อได้เองโดยไม่มีใบสั่งแพทย์

สำหรับ Botulinum Toxin Type A มีหลายยี่ห้อ “โบท็อกซ์” (BOTOX) เป็นชื่อการค้าของยา Botulinum Toxin Type A เป็นตัวแรกที่ผลิตขึ้นมาโดยบริษัทแอลเลอร์แกน (Allergan) จากประเทศสหรัฐอเมริกา ในความเป็นจริงชื่อการค้าโบท็อก มีเพียงตัวเดียวเท่านั้น คือ BOTOX ของบริษัทแอลเลอร์แกนเท่านั้น ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ตัวอื่นๆ แท้จริงก็ไม่ใช่โบท็อก ที่เรียกว่าเป็น BOTOX จากประเทศนั้นประเทศนี้อาจเป็นเพราะว่า BOTOX ของบริษัทแอลเลอร์แกน ที่เราเรียกกันว่าโบท็อกอเมริกานั้น ได้มีการใช้อย่างต่อเนื่องมาอย่างยาวนานจนเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ทำให้ผลิตภัณฑ์ Botulinum Toxin Type A ตัวอื่นๆ มาใช้ชื่อเรียกตามเป็น BOTOX ไปด้วย

ผลิตภัณฑ์ Botulinum Toxin Type A ในแต่ละยี่ห้อนั้นมีความแตกต่างกัน ไม่อาจถือได้ว่าเป็นตัวเดียวกัน ดังนั้นในการใช้ผลิตภัณฑ์ Toxin แต่ละยี่ห้อก็จะใช้ในปริมาณที่แตกต่างกัน หรือที่เคยได้ยินกันอยู่เสมอๆว่า “ฉีดกี่ยูนิต” ซึ่งผลิตภัณฑ์แต่ละยี่ห้อก็จะใช้จำนวนยูนิตที่แตกต่างกัน นอกจากนั้นเรื่องการกระจายตัวของยา ความความปลอดภัยและโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น ฉีดไปแล้วยากระจายไปในบริเวณที่ไม่ต้องการทำให้ตาตกหรือหน้าเบี้ยว รวมถึงโอกาสเกิดการดื้อยาก็แตกต่างกันอีกด้วย

สำหรับตัว BOTOX ของบริษัทแอลเลอร์แกน ด้วยขั้นตอนการผลิตนั้นเป็นลิขสิทธิ์ และมีเอกลักษณ์เฉพาะที่เป็นของบริษัทแอลเลอร์แกนเท่านั้น ทำให้ท็อกซินยี่ห้ออื่นๆ ที่มีอยู่ในท้องตลาดไม่สามารถทำตาม หรือลอกเลียนแบบได้เหมือน BOTOX

โดยทั่วไป Botulinum Toxin Type A นั้นจะมีขนาดของมวลโมเลกุลในนํ้าหนักหลากหลายขนาด (300 kDa- 900 kDa) แต่จากขบวนการผลิตที่มีลักษณ์เฉพาะของ BOTOX ทำให้เป็นท็อกซิลที่มีความบริสุทธิ์สูง และมีขนาดมวลโมเลกุลขนาดเดียว คือ 900 kDa ซึ่งส่งผลให้ BOTOX เป็น Botulinum Toxin Type A ที่ให้ผลการรักษาที่แน่นอนในจุดที่ต้องการ ไม่ต้องกังวลเรื่องการกระจายของยาไปยังตำแหน่งที่ไม่ต้องการแล้วทำให้เกิดผลข้างเคียงต่างๆ

เช่น ตาตก ปากเบี้ยว หน้าผิดรูป รวมทั้งไม่ต้องกังวลเรื่องการดื้อยา หากฉีดในระยะเวลาที่เหมาะสม (แต่ละครั้งห่างกันอย่างน้อย 3-4 เดือน) เรียกได้ว่า BOTOX ที่นำมาฉีดเพื่อความสวยงามโอกาสเกิดการดื้อยานั้นแทบไม่มีเลย หรือเป็น 0% จากงานวิจัย นอกจากนี้ BOTOX ยังมีข้อมูลผลการวิจัยต่างๆ มากมาย และได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาทั่วโลก แสดงถึงความน่าเชื่อถือทั้งผลการรักษาและความปลอดภัยรับรองมายาวนานมากว่า 25 ปี

ฉะนั้นเพื่อให้เรามั่นใจว่าเพื่อให้มั่นใจว่าได้รับ BOTOX แท้จากบริษัทแอลเลอร์แกน ควรเลือกฉีดจากคลินิกความงาม สถานพยาบาล หรือโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น และเลือกฉีดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น นอกจากนี้เพื่อความมั่นใจผู้บริโภคยังสามารถขอดูบรรจุภัณฑ์และขวดยา BOTOX จากแพทย์ก่อนฉีดยาได้ นอกจากนี้สิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจนว่าเป็น “โบท็อกซ์” แท้คือ…

ก่อนผสมยาในขวดยาจะไม่มีผงยาแม้แต่น้อย แต่จะเห็นเป็นคราบสีขาวขุ่นอยู่ที่ก้นขวด เนื่องจากโบท็อกซ์มีหนึ่งในขั้นตอนของเทคโนโลยีการผลิตที่พิเศษเฉพาะไม่เหมือนใคร ที่เรียกว่า Vacuum drying process ซึ่งไม่มี Botulinum toxin type A ยี่ห้อไหนในท้องตลาดที่มีลักษณะพิเศษแบบนี้เลย และเพื่อให้มั่นใจว่าได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นโบท็อกซ์แท้แน่นอนต้องมี Hologram ทุกขวด

มาถึงผลเสียหรือผลข้างเคียงจากการฉีด “โบท็อกซ์” กันบ้างว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งอาการไม่พึงประสงค์โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นหลังจากได้รับการฉีด “โบท็อกซ์” ภายในไม่กี่วันและเป็นอยู่ชั่วคราวเป็นเวลาหลายเดือนหรือในบางราย (พบน้อยมาก) อาจคงอยู่นานกว่านั้น อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเฉพาะที่เป็นอาการที่คาดว่าเกิดขึ้นได้จากกลไกออกฤทธิ์ของ botulinum toxin ที่กล้ามเนื้อ อย่างไรก็ตามพบมีรายงานอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณใกล้เคียง หรือกล้ามเนื้อส่วนอื่นที่มิใช่บริเวณที่ฉีดยา

อาการที่อาจพบได้จากการฉีดยาโดยทั่วไป คือ ปวดบริเวณที่ฉีด อักเสบ ความรู้สึกสัมผัสเพี้ยน ความรู้สึกน้อยเกิน อาการกดเจ็บ บวม ผื่นแดง ติดเชื้อบริเวณที่ฉีด มีเลือดออกร่วมหรือไม่ร่วมกับอาการชาจากการฉีดยา ความเจ็บจากเข็มหรือความวิตกกังวลอาจส่งผลทำให้หัวใจเต้นช้าลง หลอดเลือดขยาย ความดันต่ำชั่วคราว และเป็นลมหมดสติได้

สำหรับการปฏิบัติตัวก่อนและหลังฉีด “โบท็อกซ์” นั้น “หมอรี” แนะนำว่า ควรหยุดใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDS ได้แก่ lbuprofen, Naproxen, วิตามินอี น้ำมันปลา ใบแปะก๊วย เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อลดการเกิดรอยฟกช้ำ งดแอลกอฮอล์ 24 ชม.ก่อนการรักษา และถ้ามีประวัติของโรคเริมบริเวณริมฝีปาก ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำการรักษา และเมื่อฉีดแล้วอย่านวด กด หรือกระทำการใดๆ ในบริเวณที่ฉีดเป็นเวลา 6-8 ชม. เช่น สวมหมวกกันน็อคหรือนวดหน้า
อย่างไรก็ตามสามารถใช้เครื่องสำอางได้หลังฉีดด้วยความนุ่มนวล หลีกเลี่ยงการกดและถู สามารถใช้น้ำแข็งประคบในกรณีที่ยังมีอาการบวมแดงหรือช้ำได้ พยายามขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีด 1-2 ชม. เพื่อให้ยากระจายเข้ากล้ามเนื้อให้มากขึ้น สำหรับรอยนูนจากการฉีดจะหายไปเองภายในเวลา 2-3 ชม. ทั้งนี้ผู้ป่วยจะเริ่มเห็นผลการรักษา 2-7 วัน และเห็นผลสูงสุดใน 2 สัปดาห์ สุดท้ายควรกลับมาพบแพทย์หากมีข้อสงสัย หรือสิ่งปกติใดๆ … อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/article/598297

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *